IT

Ubuntu

posted on 11 May 2008 14:30 by tazaii  in IT, Training
    ตอนเย็นของวันที่ 24 เม.ษ. ลง Ubuntu 7.10 ลงแทน Fedora เนื่องจากว่าตอนนั้นไม่รู้ไงเลยให้พื้นที่ไป 30GBิ แน่ะ เลยจะไปเอาพื้นที่มาคืน (ใช้เก็บหนังน่ะ อิอิ) เลยเหลือไว้แค่ 5 GB พอ ก็ถือว่าลงง่ายนะ   ทดสอบเข้าได้ทั้งสอง OS ก็โอนอนหลับสบายละ  แต่ไหงตื่นมาตอนเช้าจะทำงาน  เข้าไม่ได้หากลับ(GRUB)ไม่เจอ  กลับไม่ได้จริงๆ อิอิ  ก็เลยยืมเครื่องเพื่อน Search หาทำตามไม่ได้สักทีเง้อ  สรุปไปๆมาๆ แผ่นที่เอามาลงแก้กลับอ่ะมันเสีย  ...เซ็งเรย (มีสองแผ่นอ่ะ)  ก็เลยลงใหม่อีกรอบเลยละกัน  แล้วก็ใช้ได้ตามปกติ  (ไม่รู้ว่าลงไปจะได้ใช้อะไรมากแค่ไหนเน่อ  แล้วลงไปเวอร์ชัน 8.04 ก็ออกใหม่ซะแล้ว)  ก็นะเป็นประสบการณ์ รู้ว่าลงระบบปฏิับัติการของลินุกซ์ต้องแบ่ง 2 partition คือ swap(ซึ่งเขาบอกว่าควรขนาดเป็นสองเท่าของขนุาดแรม) และ ..ปกติ  แหะๆก็ไม่ค่อยสันทัดเรื่องลินุกซ์เท่าไรอ่ะนะ

SSL

posted on 11 May 2008 14:03 by tazaii  in IT, LifeStyle

    ไม่ได้อั๊พนานมากเลยนะ  เลยย้อนกลับไปช่วงประมาณวันที่ 23 เม.ษ. 51 พี่พงให้ดูเรื่่อง SSL จะให้ทำการติดตั้งไปยังเซิร์ฟเวอร์ใหม่  ก็ศึกษาตามเว็บคู่มือของ...จำไม่ได้ว่าบริษัทใช้ของอะไร  ก็หาการติงตั้ง SSL Certificate install  แต่ไม่ละเอียดก็หาวิธีทำกันตั้งนาน  ในที่สุดพี่พงก็ทำได้แล้วดูจากหลักการง่าย ๆ คือะี่พงใช้คำสั่ง mmc (ไม่แน่ใจนะ) เพื่อเข้าไปทำการ export อันเดิมออกมาก่อนแล้วก็ import ตามที่เราต้องการ เง้อ..พูดเหมือนปุ๊บๆเนอะ..

    SSL (Secure socket layer)  เป็นช่องทางการส่งข้ิอมูลบนอินเตอร์เน็ตที่ให้มีความปลอดภัย   ข้อมูลที่จัดส่งต้องการเป็นความลับ เช่นเว็บที่ต้องมีการจ่ายเงินผ่านเน็ต  ที่เราเห็นก็จะเป็น https://www...   หน้าที่ของ SSL หลัก ๆ ก็คือตรวจสอบความถูกต้องของฝั่ง client, server และการเข้ารหัส    ส่วน SSH (Secure Shell ) เป็นโปรแกรมที่ใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทางไกลเพื่อใช้ควบคุมหรือtranfer file

Program design

posted on 25 Apr 2008 15:01 by tazaii  in design, IT, Programming, Training

    ต่อจากในส่วนของ user interface design จะกล่าวถึงการออกแบบโปรแกรม ที่ใช้ Structure chart  หรือผังโครงสร้าง   ในการออกแบบเื่พื่อให้่ง่ายกับการเข้าใจภาพรวมของทั้งระบบ   structure chart จะอธิบายความสัมพันธ์(ตรรกะ)ของการทำงานแต่ละส่วนย่อย (โมดูลย่ิอยหรือ module) ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร  และข้อมูลที่ใช้ส่งผ่านระหว่างโมดูล  จากนั้นแต่ละโมดูลย่อยค่อยอธิบายลงลึกไปอีกโดยใช้การเขียนเป็นภาษาคำอธิบาย หรือ Pseudo code

Structure chart

    จากรูป (อ้างอิงจาก http://www.rff.com) อธิบาย execute module ที่ประกอบด้วยโมดูลย่อย A, B, C  โดยที่โมดูล A จะต้องส่ง parameter x กลับคืนไป ส่วน B ส่งคืน y  และ c รับค่า p มาจากโปรแกรมหลัก และโมดูล A,B มีการทำงาน GET CHARACTURE  ที่รับค่า char จากโมดูล A  แล้วคืนค่าไปยังโมดูล B ... 

    การออกแบบโปรแกรมให้ดีนั้นจะต้องให้แต่ละโมดูลเป็นอิสระต่อกัน  พยายามให้แต่ละโมดูลสัมพันธ์กันแบบหลวม ๆ หากมีข้อผิดพลาดก็จะแก้ไขได้ง่าย  หากมีความสัมพันธ์กับโมดูลอื่น ๆ เยอะก็จะต้องไปแก้ไขตามต่อเนื่องไป 

User Interface Design

posted on 21 Apr 2008 15:10 by tazaii  in IT, Programming, Training

เมื่อวันอังคาร(น่าจะนะ 042208) ได้สรุปเรื่อง User interface design ก็พรีเซ้นท์ให้พี่ ๆ แล้วก็ต้อมฟัง รวมทั้งยังนำเสนอในส่วนของ flow chart ของ keyword cloud มาใช้ด้วย

สรุปในส่วนของ User interface คือส่วนที่สำคัญในการพํฒนาระบบ ไม่เพียงแต่ที่เราต้องพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพแล้วเราต้องทำให้ User interface ที่ให้ผู้ใช้ได้ใช้ะระบบมีความน่าสนใจ ก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะถึงแม้ว่าเราจะพัฒนาระบบมาดีแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าหากผู้ใข้ไม่เข้าใจว่าจะใช้งานอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์ User interface หลัก ๆ ในการออกแบบคือให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย , มีการตอบโต้ระว่างผู้ใช้กับระบบ และการตอบสนองของระบบดี

แบ่่งออกเป็นประะเภทใหญ่ ๆ คือ
1. Natural Languge เป็นการใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อสื่อสาร มีความสลับซับซ้อน ยากแก่การตีความ เนื่องจากคำตอบกว้าง มีได้มากมาย

2. Question an Answerเป็นการเรียงลำดับที่เกิดด้วนการตั้งคำถามและคำตอบ เป็นบทสนทนา (Dialogue) เช่นดังการติดตั้งโปรแกรม เป็นต้น แต่ในบางครั้งผู้ใช้ก็ไม่ทราบคำตอบที่ถามจึงอาจจะมี help ไว้ช่วยเหลือ

3. Menu เป็นการเลือกสิ่งที่ปรากฏบนจอด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เม้าส์, คีย์บอร์ด, ปากกา ,touch screen เป็นต้น โดยแบ่งเมนูไ้ด้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น แบบ basic, pull down menu , popup menu , nested menu
(ภาพตัวอย่างใช้ โปรแกรม Firefox ละกัน)


 

4. Command Languageใช้ Syntax rule ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องทราบคำสั่งนั้น ๆ แต่ถ้าใช้บ่อยๆ การใช้ command จะรวดเร็ว สะดวกมาก

5.GUI (Graphic user interface) ที่เราเห็นเป็นส่วนใหญ่ที่มีปุ่มให้เรากด เห็นเป็นภาพไอคอน สะดวกรวดเร็ว ทั้งยังเข้าใจง่าย วิธีการที่เราเรียกว่า drag and drop ที่กดแล้วปล่อย

แล้วกล่าวถึง Storyboard เป็นเทคนิคการออกแบบถึงเหตุการณ์ตามลำดับที่ให้เห็นภาพและหน้าตาการทำงาน user interface ตามที่กำหนด ที่เราเรียกว่า Prototype หรือต้นแบบเพื่อให้เรามองเห็นภาพการทำงานโต้ตอบกับระบบ ข้อดีของมันก็คือว่าทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลง, ข้อจำกัด แล้วทำให้ระบบตรงกับความต้องการมาำกทีสุด

การต่อหัว RJ45

posted on 26 Mar 2008 01:01 by tazaii  in IT, Network, Training

สิ่งที่ได้ปฏิบัติในการฝึกงานของวันที่ 2 คือการต่อหัว RJ45 หรือที่เรารู้จักกันดีใน สายแลน ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปตามบ้านหรือสำนักงานนั่นเอง

ซึ่งสายสัญญาณจะมีสายตรงกับสายครอส ซึ่งความแตกต่างระหว่างสายตรงและสายครอสคือสายตรงจะใช้กับ switch , hub ที่ตัวของ switch และ hub เองจะทำหน้าที่ครอสเส้นทาง เพื่อหาเส้นทางจากต้นทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางอื่น ๆ โดยตัวมันเอง
ดังนั้นหากต้องการเชื่อมต่อ switch หรือ hub ใช้สายตรง แต่ถ้าหากต้องการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เองนั้นใช้สายครอส

การทำสายสัญญาณใช้สายแลน หรือสาย UTP และใช้หัวต่อ RJ45 ตัวผู้ หลัก ๆ ที่สำคัญในการทำคือการเรียงสายสัญญาณ ที่เราต้องเรียงกันให้ถูกต้อง
ที่พี่พงให้ทำคือสายตรงโดยไปเรียนรู้การเรียงสายก่อน
สายตรง : การเรียงสายสีจะเรียงจาก ขาวส้ม > ส้ม > ขาวเขียว > น้ำเงิน > ขาวน้ำเงิน > เขียว > ขาวน้ำตาล > น้ำตาล


แต่สายครอสเราไม่ได้ปฏิบัติจริงได้ได้นำหลักการเรียงสีมาฝากกันด้วย คือ ขาวเขียว > เขียว > ขาวส้ม > น้ำเงิน > ขาวน้ำเงิน > ส้ม > ขาวน้ำตาล > น้ำตาล

จากนั้นเมื่อเรียงสีของสายสัญญาณเรียบร้อยแล้วก็บิด ๆ สายให้ตรง ๆ ประมาณว่าให้เรียงกันโอ ๆ แล้วตัดปลายให้ตรง ๆ จากนั้นค่อยดันใส่เข้ากับหัว RJ45 พยายามดันให้สายลึกถึงทองแดงที่
อยู่ภายในหัวต่อ RJ45 เลยนะ ไม่งั้นตอนบีบสายจะหลุด แล้วค่อยเอาคีมบีบให้ลงล๊อค ก็เป็นอันเสร็จพิธี


edit @ 31 Mar 2008 10:32:49 by taza-ii

SEO

posted on 26 Mar 2008 00:59 by tazaii  in IT, SEO, Training, Web

งานที่ได้รับมอบหมายให้ทำเป็นงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ที่ต้องวิเคราะห์ว่าเว็บนั้น ๆ ว่าถูกต้องตามหลักของ SEO หรือยัง ถ้าหากยังต้องแก้ไขหรือปรับปรุ่งในส่วนใดเพิ่มเติมอย่างไร

ก่อนอื่นต้องเรียนรู้ก่อนว่า SEO คืออะไรจากหนังสือ "ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ดังสุด ๆ SEO Search Engine Optimization โดย อรรคพล ยุตตะกรณ์ "
SEO ก็คือการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราเพื่อให้ติดอันดับของ Search engine เพื่อเป้าหมายในการโปรโมตเว็บไซต์หรือให้บริการเว็บเราเผยแพร่สู่ผู้คนที่ค้นหาบริการ
สิ่งสำคัญในการค้นหาคือ Keyword ที่ใช้และมุมของผู้ใช้ที่ใช้เป็นจำนวนมาก จะต้องทดสอบได้ว่า key นั้น ๆ ก่อให้เกิด Traffic เข้ามาในระบบหรือไม่
Search Marketing ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันซึ่งสามารถก่อให้เกิดรายได้หรือค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ที่เรียกว่า PPC หรือ Pay Per Click เป็นเหมือนโฆษณาที่ติดไว้ด้านข้างหรือบนสุดของผลการค้นหาของ search engine ที่เมื่อผู้ใช้ใการคลิกเข้ามา ทางเว็บไซต์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนครั้งที่มีการคลิกเข้ามา

ปัจจัยในการติดอันดับของ Search engine
ต้องทำให้เว็บไซต์ของต้นเองมีเนื้อหาเหมาะสมกับ keywords , หน้าแรกของเว็บไซต์จะต้องมีการโหลดข้อมูลที่ไม่ช้า , ก่อให้เกิดว่าผู้ใช้ไม่ประทับใจในบริการ(ที่ไม่ทำให้เรตเพิ่มขึ้น)
สิ่งที่เลี่ยงในการทำให้หน้าเว็บโหลดเร็วคือเนื้อหาเหมาะสม ลดกราฟฟิกลง เป็นต้น และที่สำคัญคือหาจุดเด่นให้กับเว็บไซต์ของตนที่แตกต่างจากผู้อื่น แล้วตรวจสอบ SEO
การค้นหาของ Robot ของ Search engine จะไต่ไปตามเว็บไซต์และเก็บข้อมูลมานั้นจะเลี่ยงเว็บที่มีข้อมูลเยอะและมีตารางเยอะ ถ้าหากข้อมูลเยอะ robot อาจไต่ไปไม่ถึงทุกส่วน

การตรวจสอบ SEO audit มีข้อสำคัญ (อ้างจาก http://www.waterandstone.com/seo/ ) ส่วนใหญ่ตรวจสอบ traffic keyword , rank , compare metadata โดยใช้เครื่องมือเพื่อการตรวจสอบเว็บต่าง ๆ เช่น Add - on ของ Firefox -> SEOQuake , SEOPen เป็นต้น และเว็บที่ให้บริการอย่างเช่น Google Analytics
ความรู้เพิ่มเติมเช่น
site : URL เป็นหน้า page index ของ url นั้น ๆ ทั้งหมดที่ปรากฏใน search engine
link : URL เป็นจำนวนลิ้งทั้งหมดจากเว็บภายนอกที่ลิ้งเข้าสู่เว็บนั้น ๆ


edit @ 31 Mar 2008 14:28:35 by taza-ii

วันที่สามของการเป็นผู้ช่วยวิทยากร

ก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่หลงๆ ลืม ๆ ไปอ่ะนะ แล้วก็สิ่งใหม่ ๆ ที่ได้ทำเพิ่มเติมของเว็บเซอร์วิสคือการสร้างเว็บเซอร์วิสโดยมีข้อมูลชนิดซํบซ้อน(Complex Type) กล่าวคือเรียกว่า "POJO" ที่เป็นการกำหนดรูปแบบของข้อมูลที่มีความซํบซ้อน

หลักการคล่าวๆที่ใช้ในการทำคือ
อันดับแรกสร้างคลาสขึ้นมาก่อนเพื่อสร้างโดยที่ข้อมูลเหล่านั้นอาจมีการถ่ายทอดคลาสกัน เราสร้างโปรเจกต์ EJB Moduleแล้วจึงสร้างคลาสต่าง ๆ ที่่ได้ออกแบบไว้

และขั้นตอนต่อไปเป็นการพัฒนาเว็บเซอร์วิส และใช้ชนิดข้อมูลของ POJO โดยสร้างเว็บเซอร์วิสชึ้นมาแล้วทำการประกาศและสร้าง operations ที่ต้องการ เหมือนดังในขั้นตอนการสร้างเว็บเซอร์วิสทั่วไป

ส่วนการนำไปใช้นั้นแล้วแต่ผู้พัฒนาที่จะประยุกต์การเรียกใช้เว็บเซอร์วิสที่สร้างขึ้น

โดยรายละเอียดขั้นตอนการทำโดยละเอียดนั้นสามารถดูที่ได้ http://gear.kku.ac.th/~krunapon/trainings/2008/